จากสงครามการค้าถึงการเงิน

โดย: ทับทิม พญาไท

ข่าวคราวความเคลื่อนไหวในระดับโลกช่วงนี้…ยังออกไปทาง “ยักไป-ยักมา” ไม่ถึงกับมีอะไรใหม่ๆ ให้ต้องขนหัวลุก ขนคอตั้งกันอย่างเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้…วันนี้ เลยคงต้องขออนุญาตลองไปสำรวจตรวจสอบถึง “สงครามการค้า” ระหว่างจีนกับอเมริกาที่ดูจะซาๆ ลงไปมั่ง หลังการพบปะระหว่างผู้นำจีนและผู้นำอเมริกา ในเวทีประชุม G20 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อันทำให้เกิดสีสันบรรยากาศคล้ายๆ “การพักรบชั่วคราว”อะไรทำนองนั้น อุบัติขึ้นมาคั่นจังหวะในช่วงสั้นๆ

คือในเมื่อผู้นำอเมริกันไม่คิดจะขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 300,000 ล้านดอลลาร์ ตามที่เคยขู่ๆ เอาไว้ อีกทั้งยังคิดจะยอมยกเลิกข้อห้ามบริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน ในการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนค้าขายกับบริษัทเทคโนโลยีสื่อสารของจีน อย่าง “หัวเว่ย” อันทำให้ “สงครามการค้า” ที่กำลังแปรรูป แปรร่างไปเป็น “สงครามเทคโนโลยี” ก็พลอยลดความเข้มข้น ความตึงเครียดลงมามั่ง แต่นั่นก็คงไม่ได้ทำให้บรรยากาศความเพียรพยายามไล่ทุบ ไล่ถีบ ไล่กระทืบ ระหว่างอเมริกากับจีน เกิดอาการ “ดูดี” อะไรขึ้นมามากมาย เพราะล่าสุด…การที่กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมอเมริกา ประกาศ “ขายอาวุธล็อตใหญ่” ให้กับ “จีน ไต้หวัน” มีทั้งรถถังรุ่นใหม่นับร้อยๆ คัน ขีปนาวุธที่ทรงอานุภาพการทำลายล้างนับร้อยๆ ลูก ตลอดไปจนอาวุธยุทธภัณฑ์อื่นๆ มูลค่ารวมๆ ถึง 2,200 ล้านดอลลาร์ ย่อมถือเป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ว่าต่างฝ่ายต่างคงต้องไล่ถีบ ไล่กระทืบกันไปอีกนานดังนั้น…สิ่งที่นักวิเคราะห์ นักสังเกตการณ์ต่างประเทศจำนวนไม่น้อย หันมาให้ความสนใจ หันมาตั้งข้อสังเกต ข้อสมมติฐาน กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวพอสมควรในช่วงระยะนี้ก็คือความเพียรพยายามไล่ทุบ ไล่ถีบ ไล่กระทืบ ระหว่างอเมริกาและจีนที่ยังคงไม่ได้ลดราวาศอกใดๆ ลงไปเลยแม้แต่น้อย มันจะส่งผลให้แนวโน้มของ “สงครามการค้า” ที่กำลังพักรบกันชั่วคราวในช่วงระหว่างนี้ เกิดอาการแปรรูป แปรร่างไปในลักษณะไหน??? และก็มีอยู่หลายรายที่ให้ข้อคิด ข้อสังเกตเอาไว้น่าคิด น่าสะกิดใจหรือน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เช่น รายของ “นายChristian Gattiker” หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์และฝ่ายวิจัยของบริษัท “Julius Baer Group” กลุ่มบริษัทธนาคารข้ามชาติสัญชาติสวิส ที่ตั้งข้อสังเกต ข้อสมมติฐาน เอาไว้ทำนองว่า…แนวโน้มที่ “สงครามการค้า” (Trade War) ระหว่างอเมริกากับจีน จะถูกแปรรูป แปรร่างให้กลายไปเป็น “สงครามการเงิน” (Currency War) ในระดับโลก อันจะนำความฉิบหายมาสู่โลกแบบแทบจะทั่วถึงกันหมดนั้น น่าจะอุบัติขึ้นมาอีกไม่นาน-ไม่ช้า หรือไม่เกิน 2-3 ปีข้างหน้า!!!

จริง-ไม่จริง…อันนี้คงต้องหันไปสอบถามบรรดาพวก “กูรู-กูรู้” หรือบรรดา “ผู้เชี่ยวชาญ” ด้านการเงินทั้งหลาย เพราะเรื่องทำนองนี้ คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ว่า มันออกจะเป็นอะไรที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศเกินกว่าปุถุชนคนธรรมดาจะเข้าถึง-เข้าใจได้ง่ายๆ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยคิดจะสนใจในเรื่องเงินๆ-ทองๆ อย่าง “ทับทิม พญาไท” ด้วยแล้ว ยิ่งมีแต่มึนส์ส์ส์กับมึนส์ส์ส์หนักขึ้นไปใหญ่ แต่ถ้าหากลองอาศัย “ความรู้รอบโต๊ะ” ใคร่ครวญพิจารณาโดยรวมๆ มันก็ออกจะมี “ความเป็นไปได้” อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าหากคำนึงถึงสิ่งที่ถือเป็น “อาวุธ” หรือเป็น “จุดแข็ง” ของพลังอำนาจแห่งความเป็นจักรวรรดินิยมอเมริกัน เท่าที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ นอกเหนือไปจาก “เครื่องจักรสังหาร” อย่างกองทัพอเมริกันแล้ว ก็คงมีแต่ “เงินดอลลาร์” นั่นแหละ ที่มักถูกนำมาแปรรูป แปรร่างให้กลายเป็นอาวุธ ในการข่มขู่ บังคับ หรือเล่นงานใครต่อใครมาโดยตลอด…

อีกทั้งมันยังมี “สัญญาณ” บางอย่าง…ที่ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ เขานำมาใช้เป็นข้อสังเกต ข้อสมมติฐาน ไปในแนวทางดังกล่าว ไม่ว่ากรณีที่กระทรวงพาณิชน์ของสหรัฐฯ ภายใต้การควบคุมดูแลของ “เหยี่ยวทางการค้า” อย่าง “นายวิลเบอร์ รอสส์”ที่เคยเสนอเอาไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ให้หันไปใช้ภาษีศุลกากรเล่นงานบรรดาประเทศใดๆ ก็ตามที่เชื่อๆ กันว่า กำลัง“ปั่นค่าเงิน” หรือกำลังลดค่าเงินของตัวเอง เพื่อสร้างโอกาสความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้ากับอเมริกา ถึงขั้น…ลงทุนตระเตรียมบัญชีรายชื่อ หรือ “ขึ้นแบล็กลิสต์” บรรดาประเทศต่างๆ ที่อยู่ในข่ายจะต้องถูกเล่นงานชนิดครอบคลุมไปทั่วทั้งโลก ไม่ว่าประเภทที่เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกับอเมริกาก็แล้วแต่…

ในข้อเขียน บทรายงานของผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินของสำนักข่าว “Bloomberg” ถึง 3 รายด้วยกัน คือ “Shawn Donnan” “Rich Miller” และ “Katherine Greifeld” ในประเด็นอันว่าด้วย “Trump Moves From Trade War Toward Currency War” เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็ได้หยิบเอากรณีการออกมาไล่ด่า ไล่งับของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ต่อผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป หรือ “นายMario Draghi” ที่ออกมาระบุถึงความเป็นไปได้ ในกรณีที่ธนาคารกลางยุโรปอาจต้องหาทางลดค่าเงิน หรือปรับอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร (Interbank rates) ให้ “ต่ำกว่าศูนย์” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในหมู่ชาติยุโรป ว่าถือเป็นการกระทำที่ “ไม่เป็นธรรม” กับสหรัฐฯ อันอาจถือเป็น “สัญญาณ” ชนิดหนึ่ง ที่กำลังสะท้อนให้เห็นว่า“สงครามการค้า” ของผู้นำอเมริกัน กำลังใกล้จะเปลี่ยนไปสู่ “สงครามการเงิน” ในอีกไม่นาน-ไม่ช้า…

ส่วนโดยแนวโน้มข้อเท็จจริง…มันจะเป็นไปตามข้อสังเกต ข้อสมมติฐานของบรรดาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละราย หรือไม่ อย่างไรนั้นคงต้องไปใคร่ครวญพิจารณากันเอาเองก็แล้วกัน แต่เหตุที่ต้องหยิบยกเอาเรื่องนี้มา “เล่าสู่กันฟัง” เอาไว้มั่ง ก็อาจเป็นเพราะช่วงระหว่างนี้ “ค่าเงินบาท” ของบ้านเรา มันออกจะ “แข็งโป๊ก” หรือแข็งในระดับสูงสุดช่วงรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ชนิดเงินบาท 30.52 บาทมีค่าเทียบเท่ากับ 1 ดอลลาร์เข้าไปแล้ว แถมยังแข็งในลักษณะพอๆ กับผู้ที่รับประทาน “ยาไวอากร้า” เข้าไปประมาณ 3-4 กำมือ แล้วดันไม่ได้ “ระบายออก” ต้องยืนผงาดง้ำโชว์ไม้ท่อน ไม้ซุง ให้กับบรรดา “นักลงทุนต่างชาติ” หันมาใช้เป็นที่ “พักเงิน”หรือหันมาแสวงหากำไรเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างที่ตลาดเงิน-ตลาดทุนของโลกกำลังผันผวน ปรวนแปรชนิดไม่รู้จบ…

อันนี้นี่แหละ…คงต้องหันมาใคร่ครวญพิจารณากันในเรื่องทำนองนี้แบบจริงๆ-จังๆ ไม่ว่าแนวโน้มเหล่านี้มันจะเป็นไปได้-เป็นไปไม่ได้ เป็นไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หรือกำลังเป็นไปแล้วในทุกวันนี้ ก็คงต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ พิจารณาใคร่ครวญกันโดยถ้วนถี่ และคงจะมองกันแต่เฉพาะเรื่องการเงิน-การทองล้วนๆ หรือเศรษฐกิจ-ธุรกิจล้วนๆ คงมิได้ อย่างน้อยคงต้องอาศัยแนวโน้มความเป็นไปทางการเมือง หรือแม้กระทั่ง “การทหาร” เข้าไปเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาอีกด้วยเช่นกัน เพราะว่าไปแล้ว…ทุกสิ่งทุกอย่างมันล้วนแต่มีความยึดโยงซึ่งกันและกัน ไม่ได้ตัดขาด แยกขาดออกไปจากกันและกันได้เลย