“สังคมไร้เงินสด” ไทยแซงหน้าญี่ปุ่น

“สังคมไร้เงินสด” ไทยแซงหน้าญี่ปุ่น

เพื่อน ๆ ที่อยู่เมืองไทยเล่าว่า ทุกวันนี้คนไทย “กระเป๋าแบน” แต่ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เพราะไม่พกเงินสด ! เล่ากันว่าหลังจากธนาคารเกือบทุกแห่งในเมืองไทยยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านแอพลิเคชั่น การทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็คึกคักอย่างมาก ไม่ว่าฝนตกแดดร้อนก็โอนเงินจ่ายเงินได้ ไม่ต้องไปธนาคาร และยังทำให้การซื้อขายของออนไลน์คึกคักขึ้นด้วย

จากประสบการณ์ส่วนตัวของฉันที่เคยอยู่เมืองไทย ธนาคารไทยสะดวกกว่ามาก เสาร์ อาทิตย์ วันหยุดก็มีธนาคารตามสรรพสินค้า เครื่อง ATM ก็มีมาก จนนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนบอกว่า ที่เมืองไทยสิ่งที่มีมากที่สุด คือ 7-11 กับ ATM แต่ในญี่ปุ่น ATM มีจำกัดเวลาใช้ฟรี ถ้าใช้ ATM ในช่วงดึกหรือวันเสาร์ อาทิตย์ วันหยุด ต้องเสียค่าธรรมเนียมถึงแม้จะเป็นธนาคารเดียวกับที่เราใช้ก็ตาม

เมื่อพูดถึง “สังคมไร้เงินสด” ญี่ปุ่นยังล้าหลังอยู่มาก ชาวต่างชาติหลายคนอาจเคยใช้บัตรเครดิตซื้อของตามร้านต่าง ๆ ในญี่ปุ่น แต่ร้านค้าท้องถิ่นยังไม่รับบัตรเครดิต ร้านอาหารบางแห่งรับบัตรเครดิตเฉพาะมื้อค่ำ ยิ่งในต่างจังหวัดแล้วส่วนใหญ่จะรับแต่เงินสดทั้งนั้น คนญี่ปุ่นจึงพกเงินสดกันกระเป๋าตุง

ส่วนการจ่ายเงินหรือโอนเงินผ่านแอพลิเคชั่นนั้น ญี่ปุ่นก็ยังตามหลังประเทศอื่น ๆ อยู่มาก ธนาคารใหญ่ๆ เริ่มจะทำแล้วแต่ยังอยู่ในช่วงทดลองและไม่แพร่หลาย ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ญี่ปุ่นยังคงพึ่งพาเงินสดมากที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยมีการใช้บัตรเครดิตและการเงินอิเล็กทรอนิกส์เพียง 20% เท่านั้น เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ที่ใช้การเงินอิเล็กทรอนิกส์มากถึง 90% ส่วนสหรัฐและจีนก็ใช้การเงินอิเล็คทรอนิกส์มากถึง 50%

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุที่ญี่ปุ่นยังพึ่งพาเงินสดอย่างมาก และล้าหลังในการเปลี่ยนเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเป็นเพราะ

1. ธนาคารญี่ปุ่นเป็น “เสือนอนกิน” ญี่ปุ่นมีจำนวนธนาคารมากกว่าเมืองไทยมาก นอกจากธนาคารใหญ่ ๆ เช่น SMBC, UFJ, MIZUHO ที่เป็นธนาคารใหญ่ มีสาขาทั่วประเทศแล้ว ญี่ปุ่นยังมีธนาคารท้องถิ่นจำนวนมาก แม้แต่ที่ทำการไปรษณีย์ และร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 ก็มีธนาคาร และมีเครื่อง ATM เป็นของตัวเอง ธนาคารญี่ปุ่นมีรายได้จากค่าธรรมเนียมมหาศาล จึงไม่อยากจะปรับตัว

2. ความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคาวมเป็นส่วนตัวมาก จึงกลัวว่าการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล

3. การลักขโมยและปลอมแปลงธนบัตรมีน้อย ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ไม่เห็นความจำเป็นต้องผละการจากใช้เงินสด

4. อนุรักษ์นิยม คนญี่ปุ่นเมื่อคุ้นเคยกับอะไรแล้วจะไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ ประกอบกับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุไม่เห็นว่าการใช้เงินสดจะมีปัญหาตรงไหน?

ร้านค้าชื่อดังของญี่ปุ่นรับชำระเงินผ่านแอพลิเคชั่นของจีน
ร้านค้าชื่อดังของญี่ปุ่นรับชำระเงินผ่านแอพลิเคชั่นของจีน


ฉันคิดว่าการเข้าสู่ “สังคมไร้เงินสด” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับญี่ปุ่นและจะช่วยกอบกู้เศรษฐกิจซบเซาของญี่ปุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย คือ

ประโยชน์ต่อประชาชน แน่นอนว่าจะสะดวกสบาย และยังลดต้นทุนการจ่ายค่าธรรมเนียม ลดเวลาการเดินทางไปธนาคาร

ประโยชน์ต่อธนาคาร ธนาคารญี่ปุ่นไม่อาจทำกำไรจากดอกเบี้ยได้อีก เพราะดอกเบี้ยทุกวันนี้ต่ำมาก แต่การมีตู้ ATM มีค่าใช้จ่ายสูงมากทั้งการบำรุงรักษา การรักษาความปลอดภัย และการขนส่งเงินสด ธนาคารใหญ่ในญี่ปุ่นต่างประกาศว่าในไม่กี่ปีข้างหน้าจะต้องลดจำนวนพนักงานลดนับหมื่นคน และต้องจำนวนสาขาและตู้ ATM ลงด้วย การเงินอิเล็กทรอนิกส์อาจทำให้ธนาคารเสียรายได้จากค่าธรรมเนียม แต่ในระยะยาวธนาคารจะได้ประโยชน์จากข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า และทำให้วางแผนธุรกิจได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ การเงินอิเล็กทรอนิกส์ทำให้ผู้คนใช้เงินง่ายขึ้น การใช้จ่ายและการค้าขายออนไลน์ก็จะขยายตัว เศรษฐกิจก็จะคึกคักขึ้น

ประโยชน์ต่อภาครัฐ การเงินอิเล็กทรอนิกส์จะแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังกดดัน “ธุรกิจสีเทา” เพราะธุรกิจนอกกฎหมายล้วนแต่ใช้เงินสดเท่านั้น การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมีการระบุตัวตนที่ชัดเจนจึงแก้ปัญหาการฟอกเงินได้

แอพลิเคชั่น AliPay ของจีน ใช้ได้ที่ญี่ปุ่น
แอพลิเคชั่น AliPay ของจีน ใช้ได้ที่ญี่ปุ่น


ประเทศไทยประกาศว่าจะกว่าเข้าสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ส่วนญี่ปุ่นก็บอกว่าจะเข้าสู่ “Society 5.0” แต่การเข้าสู่สังคมไร้เงินสดของญี่ปุ่นยังล่าช้ากว่าเพื่อนบ้านอย่างมาก ทุกวันนี้ร้านค้าจำนวนหนึ่งในญี่ปุ่นเริ่มติดป้ายว่าสามารถจ่ายเงินด้วย AliPay และ WechatPay เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ภาครัฐรวมทั้งธนาคารก็ตั้งเป้าหมายในการเป็นเจ้าภาพ “โตเกียว โอลิมปิก” ปี 2020 จะต้องทำให้การเงินอิเล็กทรอนิกส์เป็นที่แพร่หลายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่จะมาเยือนญี่ปุ่นจำนวนมาก

ในญี่ปุ่นมีหลายเรื่องที่ล้ำหน้าและควรจะเรียนรู้เป็นแบบอย่าง แต่ก็มีบางเรื่องที่ตามหลังโลกอยู่ แม้แต่เมืองไทยก็ยังทำได้ดีกว่าญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวที่มาญี่ปุ่นแป๊บ ๆ อาจไม่สังเกตเห็น แต่คนที่ใช้ชีวิตอยู่จริง ๆ ก็จะรู้ว่าญี่ปุ่นไม่ได้เลิศเลอเพอร์เฟคไปทุกอย่าง เมืองไทยก็น่าอยู่ ผู้คนน่ารัก ไม่มีประเทศไหนดีไปหมดหรือแย่ทุกอย่าง เราสามารถเรียนรู้ซึ่งกันและภาคภูมิใจในประเทศของตัวเอง เหมือนกับฉันที่รักญี่ปุ่นและก็รักเมืองไทยด้วยค่ะ พบกันใหม่เมื่อมีโอกาส….วันนี้สวัสดีค่ะ


คอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” โดย “ซาระซัง”

“ซาระซัง” สาวไทยที่ถูกทักผิดว่าเป็นสาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม และได้พบรักกับหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย เป็น “สะใภ้ญี่ปุ่น” เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา