BOJO แฝดของทรัมป์ คุมบังเหียนอังกฤษออกจากอียู

ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ ที่ Boris Johnson นักการเมืองเต็มไปด้วยแอ็คชั่นและสีสัน ที่มีภาพติดตาผู้คนอังกฤษและทั่วโลก ในกิจกรรมที่แหวกจากนักการเมืองผู้ดีอังกฤษทั้งหลาย จะได้รับคัดเลือกด้วยคะแนนท่วมท้นจากทั้ง ส.ส.พรรคอนุรักษนิยม และสมาชิกของพรรคนี้จนได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาหนักอึ้งที่สุด ทั้งการออกจากสหภาพยุโรป และเรื่องร้อนๆ ที่เรือบรรทุกน้ำมันของอังกฤษได้ถูกทางการอิหร่านยึด ด้วยอุณหภูมิความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ร้อนจี๋ขณะนี้

ไม่ใช่แค่ชนะขาดลอยในรอบแรกของการลงคะแนนเลือกตั้ง จากเหล่า ส.ส.ของพรรคซึ่งเขาได้คะแนนชนะแบบถล่มทลาย คือ 160 เสียง ชนะคู่แข่งคือ รมต.ต่างประเทศ Jeremy Hunts ได้แค่ 77 เสียง และคู่แข่งคนที่ 3 คือ รมต.สิ่งแวดล้อม Michael Gove ได้แค่ 75 เสียง

แต่ในการเลือกตั้งรอบที่สอง ที่สมาชิกพรรคอนุรักษนิยม 1 แสน 6 หมื่นคน ก็เลือกเขาให้ชนะที่ 1 ด้วยคะแนนเกือบ 1 แสนคะแนน ทิ้งคู่แข่ง Jeremy Hunt ไว้แค่ 4 หมื่น 6 พันเท่านั้น

แสดงว่า ในยามวิกฤตของบ้านเมืองอังกฤษ ชาวพรรคอนุรักษนิยมต่างมอบความไว้วางใจให้แก่นักการเมืองที่ฝ่ายตรงข้ามมองว่า ไม่ค่อยจริงจังกับปัญหาต่างๆ ไม่อยู่กับร่องกับรอย, ชอบสร้างภาพ, ชีวิตส่วนตัวก็ไม่ค่อยมีระเบียบในด้านครอบครัว, ไม่ค่อยแยแสต่อกระแสสังคม รวมทั้งผลงานเป็นชิ้นเป็นอันก็มีน้อยมาก; ประกอบกับความน่าเชื่อถือของคำพูดก็ดูจะกลับไปกลับมาไม่หนักแน่น

มีนักวิเคราะห์การเมืองจำนวนมากมองว่า บอริส จอห์นสัน มีความละม้ายคล้ายทรัมป์ยังกะฝาแฝด ไม่ว่าจะด้วยชีวิตส่วนตัว และการลื่นไหลทางการเมืองเหมือนปลาไหลใส่สเก็ต โดยเฉพาะคือ คำพูดที่เชื่อถือเอาสาระไม่ได้

ที่สำคัญคือ นายทรัมป์ได้ชื่นชมบอริสมาตั้งแต่ทรัมป์เพิ่งเข้ารับตำแหน่งที่ทำเนียบขาว คงจะมองเห็นเงาตัวเองในตัวของบอริสนั่นเอง และประเด็นที่ทั้งสองมองคล้ายกันคือ เป็นการอิสระจากข้อตกลงพหุพาคี ซึ่งทรัมป์สนับสนุนบอริสที่อังกฤษควรออกมาจากสหภาพยุโรป ซึ่งแน่นอนว่า อังกฤษหลังออกจากสหภาพยุโรปก็จะต้องพึ่งพาสหรัฐฯ มากกว่าสหภาพยุโรปนั่นเอง

ทรัมป์เคยทั้งพูดและเขียนในทวิตเตอร์ฟันธงว่า บอริสน่าจะเป็นนายกฯ ของอังกฤษ ทั้งๆ ที่ขณะนั้นนางเมย์ยังนั่งเป็นนายกฯ อยู่ และยังไม่มีทีท่าจะลาออกจากตำแหน่งด้วยซ้ำ เป็นการแทรกแซงการเมืองของอังกฤษอย่างไม่ยี่หระ และไม่เกรงใจนางเมย์แม้แต่น้อย

ลักษณะของยุทธวิธีทางการเมืองที่ทั้งสองคนคล้ายกันมาก คือ การข่มขู่ด้วยมาตรการสูงสุดในการต่อรอง ซึ่งทรัมป์ได้ทำมาตลอดในชีวิตนักธุรกิจของเขา และได้นำมาใช้ในกรณีของเกาหลีเหนือ; ตลอดปี 2017 ที่ใช้คำพูดข่มขู่แทบล้างผลาญเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก

และขณะนี้เขาก็กำลังข่มขู่จีนด้วยการประกาศสงครามการค้าจากการขึ้นภาษีสินค้าจากจีนเพื่อกดดันให้จีนต้องยอมซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น และยอมเปิดตลาดให้สหรัฐฯ

และในกรณีอิหร่านก็เป็นวิธีกดดันอย่างสุดๆ ถึงกับฉีกสัญญา JCPOA (หรือสัญญา 5+1) เพื่อจะบีบให้อิหร่านต้องยอมมาทำสัญญาใหม่กับเขา

ซึ่งบอริส ก็กำลังเล่นไพ่หมดสำรับด้วยการขู่อียูว่า จะออกจากอียู ณ วันที่หมดเส้นตาย 31 ตุลาฯ นี้ โดยถ้าตกลงกันไม่ได้ ยังไงก็ออก เพราะบอริสก็รู้ว่าอียูก็คงเผชิญกับปัญหามากมายเช่นกัน ถ้าให้อังกฤษออกจากสมาชิกแบบไร้ข้อตกลง และผลทางลบต่อเศรษฐกิจของอียูก็จะมหาศาลเช่นกัน

บอริสถูกปรามาสจากเหล่าสื่อที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเขา เรียกเขาเป็นตัวตลกว่า BOJO (ย่อมาจากอักษรสองตัวแรกของชื่อ และนามสกุลของ Boris Johnson) ถึงกับวันที่เขาได้ชัยชนะในพรรค นสพ.บางฉบับเขียนปกหน้าเลยว่า เป็นไปไม่ได้, ไม่เชื่อว่า BOJO ชนะ เพราะความขี้เล่นไม่จริงจังของบอริส ทำให้หลายคน (นอกพรรคอนุรักษ์) มองว่า ถ้าอังกฤษจะออกจากอียูโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ซึ่งจะทำให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ต่อประชาชนอังกฤษ ณ วันที่ 31 ตุลาฯ นี้ คือ ข้าวของสินค้าต่างๆ จะนอนรอคับคั่งที่ท่าเรือ เพราะไม่รู้จะคำนวณภาษีในอัตราเท่าใด (ทั้งที่อังกฤษเอง และที่กำลังขึ้นท่าอยู่ที่อียูด้วย) ถึงกับมีการขายถุงยังชีพสำหรับประทังชีวิตชาวอังกฤษในวันที่ต้องออกจากอียูโดยไม่มีข้อตกลงกับอียู

ใน 24 ชม.ที่เขาได้รับโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระราชินีให้จัดตั้งรัฐบาล เขาได้คัดรัฐมนตรีร่วมคณะเกือบ 100% เป็นผู้ที่สนับสนุน และแข็งกร้าวให้อังกฤษออกจากอียู มีแค่ 2 คนที่เคยสนับสนุนให้อังกฤษยังคงอยู่กับอียู ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แตกต่างกับรัฐบาลของนางเมย์ ที่มีครึ่งกับครึ่ง-พวกที่อยากอยู่ และพวกที่อยากออกจากอียู

น่าจะเป็นวิธีส่งสัญญาณขู่ไปยังอียูว่า บอริสไม่แคร์ที่จะออกจากอียูโดยไม่มีข้อตกลง

แต่น่าจะเป็นวิธีข่มขู่เพื่อให้อียูยอมมาเจรจาใหม่กับบอริส ถึงข้อตกลงที่ทำให้อังกฤษได้ดีลที่ดีกว่าข้อตกลงที่นางเมย์ได้ไปทำเอาไว้นั่นเอง